Subscribe to newsletter

Subscribe to the newsletter and you will know about latest events and activities. Podpisyvayse and you will not regret.

Home Sweet Home : ในฟาร์มมีหมู แกะ แมว หมา และมีเรา

    Previously on mayajett.com: ความเดิมตอนที่แล้ว คือเราเล่าถึงเรื่องการเช่ารถขับที่สวีเดน บ่นๆ เล่าๆ และแนะนำอะไรนิดหน่อย เป็นการเดินทางในหนึ่งวันที่ขับรถจากเมืองหลวง กรุงสตอกโฮล์มไปยังเมืองใกล้ๆ ที่ชื่อว่า อุปซอลา (Uppsala) (กลับไปอ่านก่อนได้ที่นี่ ) วันนี้เรามาเล่าต่อดีกว่า ว่าถึงที่หมายที่ไหน และเจออะไรบ้าง

-ทะเลสาปสัญชาติสวีเดน

    ขับรถมาประมาณชั่วโมงนิดๆ พร้อมกับแวะหาอะไรกินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปยังบ้านฟาร์ม อยู่ๆ ก็เกิดความคิด (ที่คิดมาตั้งแต่ก่อนมาสวีเดนแล้ว) ว่าอยากหา “ทะเลสาป” ซักที่แถวๆ นี้แล้วแวะไปชมวิวซะหน่อย แต่เราไม่รู้จักทะเลสาปอะไรที่อุปซอลาเลย แถมพอเสิร์ชหาในกูเกิ้ลก็ไม่ได้เจอที่เด็ดๆ แจ๋วๆ มากมายเท่าไหร่ เสิร์ช Google map ก็เห็นเป็นรูปทะเลสาปใหญ่ๆ ที่นึง แต่ไม่มีจุดที่เป็นที่ๆ ให้ไปโดยเฉพาะ หรือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เราเลยตัดสินใจกันว่าลองไปตามนั้นแหละมั่วๆ ก็ลองดูแล้วกัน

    ปรากฏว่าพอไปมั่วๆ ตามแผนที่ ระหว่างทางมันก็สวยงามดี เจอทั้งทุ่งหญ้าและทุ่งดอกคาโนล่าสีเหลืองๆ ที่สวยมากกกกก สวยมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นของจริง เกิดมาเพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก แถมพวกเราเปิดเพลงต่อบลูทูธจากมือถือฟังในรถก็ยิ่งได้อารมณ์ไปใหญ่ แต่พอต้องเลี้ยวเข้าซอยตามที่ในแผนที่บอกเท่านั้นแหละ.. เราก็เจอกับป้ายที่เขียนเป็นภาษาสวีเดน (ที่แปลไม่ออกบางคำ) แต่จากความเงียบ แคบ และสงบของซอยนี้แล้ว ป้ายน่าจะกำลังบอกเราว่า “Private road, No enty” เราเลยต้องถอย และไม่ค่อยมั่นใจแล้วว่าจะเอาไงต่อ แต่สรุปก็ลงท้ายด้วยการไปเข้าซอยข้างหน้า ที่ไม่มีป้าย แต่พอเข้าไปก็มีความ “Private” สูงมาก เพราะเราเป็นรถคันเดียวที่อยู่ๆ ก็ขับผ่านรั้วบ้านหลายๆ บ้านที่อยู่กันอย่างสงบๆ บางบ้านมีคนอยู่นอกบ้านก็มีมองๆ อย่างสงสัยบ้าง ใจเราเองก็หวั่นๆ เพราะจากที่รู้จักประเทศและคนสวีเดนมาบ้างก็คิดว่าอาจไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ที่มาบุกรุกพื้นที่เค้าเอาดื้อๆ แบบนี้ แต่พอหันไปมองหน้าเพื่อนแล้วก็เลยตัดสินใจกันว่า.. เป็นไงเป็นกันวะ อยากเห็นทะเลสาปนี่นา…


มองออกไปเห็นทุ่งดอกคาโนล่า

    ในที่สุดเราก็มาจอดรถอยู่ตรงสุดทางที่มีทุ่งหญ้าโล่งๆ ที่เรามโนกันเองว่าน่าจะจอดรถตรงนี้ได้แหละ และแล้วรถ BMW สีดำคันใหญ่ดูหรูงามตาที่พวกเราเช่ามาก็จอดอยู่นิ่งๆ ระหว่างบ้านชาวสวีเดนประมาณสามสี่หลัง ที่ถ้าตอนนี้มีใครกำลังเดินๆ อยู่ในละแวกบ้านตัวเองก็คงไม่ลังเลที่จะเดินเข้ามาถามพวกเราว่า “มาทำอะไร?” เรามองไปเห็นทะเลสาปสีทึมๆ ที่อยู่ตรงหน้า แสงแดดยังคงส่องลงมาให้รู้ว่านี่แหละหน้าร้อนสวีเดน ยังมีความอบอุ่นอยู่บ้างนะ แต่ลมที่พัดมาก็ดูเหมือนจะไม่ได้คุยกับแดดซะก่อน เพราะแถวนี้เมฆดูจะครึ้มไปด้วย แดดออกไปด้วย เราถ่ายรูปเซลฟี่กันสักพักเพราะไม่สามารถเดินเข้าไปถึงทะเลสาปได้ ก็เลยตัดสินใจลองเดินบุกรุกเข้าไปในบ้านๆ นึงที่ดูเหมือนจะเป็น “Summer house” (บ้านพักตากอากาศของชาวสวีเดนที่มักจะซื้อหรือสร้างเอาไว้ในต่างจังหวัด ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก หรือไม่ไกลจากบ้านเกิดตัวเองมากนัก และไว้มาตากอากาศกันในช่วงหน้าร้อน) ของใครสักคน ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ แต่เดินเข้ามาในบ้านเค้าแล้วก็พบกับผู้หญิงวัยกลางคนคนนึง กำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บของหรือสร้างอะไรให้เข้าที่ในบ้านของเธอ เราเอ่ยปากถามเป็นภาษาอังกฤษไปว่า “เอ่อ พอดีเรามาเที่ยวแถวนี้ และอยากแวะดูทะเลสาปซักที่… ไม่ทราบว่าทะเลสาปนี้มันเข้าไปดูหรือเดินเล่นได้มั้ยคะ?” ดูจากสีหน้าของหญิงชาวสวีเดนคนนี้แล้วน่าจะบอกได้ว่า คำถามที่เราเพิ่งถามออกไปเมื่อกี๊แม่งแปลกสุดๆ ในรอบฤดูร้อนของเธอเลยก็ได้มั้ง “เอ่อ.. คิดว่าไม่นะคะ” เธอตอบมาแบบงงๆ และไม่ค่อยรับแขกมากนัก ก็แหงสิ นี่มันพื้นที่ส่วนตัวเค้านี่นา เราเห็นดังนั้นเลยพูดขอโทษและขอบคุณ พร้อมกับเดินออกมาอย่างใฝแห้งนิดๆ


ICA สาขาเดิม

    ไม่เป็นไร ไว้ทำการบ้านมาดีกว่านี้แล้วเราค่อยไปทะเลสาปที่อื่นก็ได้ แต่ว่านี่ก็ล่วงเข้าไปบ่ายสองกว่าแล้ว ตอนแรกเราบอกกับบ้านฟาร์มที่กำลังจะไปเยี่มยว่าน่าจะไปถึงประมาณบ่ายสองโมง เราเลยรีบขับรถออกมาและแวะซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ซูเปอร์มาร์เกต ICA ที่ค้นเจอใน Google maps เพราะมันใกล้สุด และพอวนเข้ามาจอดที่จอดรถ ก็เพิ่งได้รู้ว่า.. เฮ้ยยย นี่มัน ICA สาขาที่เราเคยมาเมื่อสองปีก่อนนี่หว่า คิดถึงจริงๆ พอเข้าไปเราก็หาซื้ออะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเค้าได้บ้าง เลยเลือกซื้อผลไม้และขนมไปฝากแฮร์รี่ (ลูกชายของครอบครัวนี้) ด้วย ตลกดีเหมือนกันที่เรามาซื้อของฝากให้คนสวีเดนในซูเปอร์มาร์เกตสวีเดน คือความจริงแล้ววันที่เรากำลังจะบินมาสวีเดนเราขับรถออกไปซื้อขนมเปี๊ยะเจ้าอร่อยที่ชอบมาแล้วด้วยนะ กะว่าจะติดมือมาให้บ้านฟาร์มด้วย แต่ตอนที่ออกจากอพาร์ตเมนต์เพื่อนที่สตอกโฮล์มมาเช่ารถก็นึกขึ้นได้ตอนขึ้นรถมาแล้วว่า… ลืมเอาของฝากมาจากที่ห้อง ปั๊ดโธ่เว้ยยย!

-บ้านฟาร์มที่คิดถึง

    ซื้อของเสร็จเราก็อยู่ไม่ห่างจากฟาร์มมากแล้ว เลยไปต่อตามแผนที่ ท้องฟ้าบางทีก็ดูครึ้มฝน บางทีก็แดดออก เพื่อนบอกว่าพอจะจับแพทเทิร์นมันได้ละ แล้วก็อธิบายมาอย่างจริงจัง ซึ่งเราไม่เข้าใจอะไรแบบนี้หรอกนะ เคยอยู่สวีเดนมาหนึ่งเดือนเต็มๆ ในหน้าร้อนก็ไม่เคยเข้าใจอะไรแบบนี้เลยสักนิด 55555 ก็ปล่อยให้มันเป็นสิ่งที่ Unpredictable เหมือนนิสัยคนที่คาดเดายากต่อไป และอีกไม่กี่นาทีถัดมาเราก็ตามแผนที่มายังถนนเส้นที่เราคุ้นมากกกก คุ้นจนรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งดีใจ ทั้งตื่นใจกับวิวข้างทางที่รายล้อมด้วยทุ่งคาโนล่า สวยมากกกกกกก สวยจนต้องถ่ายรูปไว้เยอะๆ แต่รูปในกล้องหรือในมือถือก็ไม่สามารถเก็บความสวยงามทั้งที่ตาเห็นและประสาทสัมผัสทั้งหมดรู้สึกได้เท่าของจริง ไม่ว่าจะเอารูปที่ถ่ายมาลงที่เฟสบุคหรือส่งให้ใครในไลน์ยังไงก็ไม่มีทางสวยไปกว่าตาเห็นเองจริงๆ เราหยุดจอดรถตรงกลางทางแบบนั้นเพื่อถ่ายรูป ยังไงถนนเส้นเล็กๆ นี้ก็ไม่มีรถวิ่งกันเยอะอยู่แล้ว อีกอย่างนี่ไม่ใช่เวลาเช้าหรือเย็นที่เผื่อจะมีคนกลับบ้านจากทำงานซะด้วย


ทุ่งคาโนล่า (แบบ no filter จริงๆ)

    เราทึ่งอยู่กับความสวยงามของทุ่งคาโนล่าอยู่สักพักจนชักจะนานเกินไป เราเลยขับรถต่อไปที่บ้านฟาร์มเพราะกลัวว่าพวกเค้าจะรอเรานานกว่าเดิม และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง… ถนนพาเราไปสู่ทางแคบๆ ที่คุ้นเคยมากกว่าเมื่อกี๊หลายเท่า และพอเริ่มเห็นรั้วที่คุ้นตากับบ้านหลังนั้นที่เคยมาอยู่เมื่อสองปีที่แล้ว ความรู้สึกทั้งหลายก็ท่วมท้นแบบไม่สามารถอธิบายออกมาได้มากกว่านี้ (เพราะมันจะเว่อร์ไปอะสิ) ตอนขับรถเข้าไปข้างในบริเวณบ้านต่างๆ -ในฟาร์มนี้จะมีพื้นที่กว้างมาก และมีคอกหมูใหญ่ๆ มีคอกแกะเก่าที่ตอนนี้ไม่เห็นแกะสักตัว มีบ้านหลังใหญ่ที่ครอบครัวอยู่ บ้านหลังเล็กที่วิคเตอร์ เพื่อนหนุ่มสเปนเคยอยู่เมื่อมาทำงานที่นี่สองปีก่อน และบ้านกระท่อมของเราที่เราเคยนอนอยู่ประมาณสองอาทิตย์ที่นี่ หมาเล็กๆ สองสามตัววิ่งเข้ามาที่รถและเห่ากันอย่างบ้าคลั่งจนเราแทบจะหยุดรถไม่ทัน และต้องหันไปบอกเพื่อนว่า ไม่เป็นไร มันเป็นแบบนี้แหละ ในใจก็ดีใจจนแทบจะหลุดออกมาพอเห็นเจ้าหมาตัวแสบที่เคยเล่นด้วย และทันใดนั้น เปตรา ปีเตอร์ สองสามีภรรยาชาวสวีเดนที่เคยให้ที่พักอาศัยเราในตอนที่เรามาทำงานฟาร์มที่นี่เมื่อสองปีก่อนก็เดินออกมา ยิ้มทักทาย เราเปิดกระจกออกไปทัก และถามว่าจอดรถตรงไหนได้บ้าง พวกเขาชี้ และพอเราจอดรถเสร็จก็เดินออกมาทักทาย กอดกันแบบสไตล์สวีดิชที่แสนจะอบอุ่น “ยินดีต้อนรับกลับสู่บ้านฟาร์มอีกครั้ง” เปตราพูด เรามองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปบ้าง แต่ทุกอย่างทำให้รู้สึกเหมือนตอนนั้น ความรู้สึกที่น่าประทับใจที่สุดก็คือการที่เรากลับมาเยี่ยมที่ๆ หนึ่งที่ไกลแสนไกลจากบ้านที่ไทยเรา ที่เราเคยมาอยู่เพียงเวลาสั้นๆ แต่กลับคิดถึงอยู่ตลอดเวลา และอีกสองปีให้หลังคือ ณ ตอนนี้ เราก็ได้กลับมาอีกครั้ง เรื่องแบบนี้ถ้าไม่ได้ตั้งใจก็คงไม่ได้เจอกันอีกแน่นอน

-ฟิก้ากับเพลงสวีเดน


เจ้าหมูต่างๆ

    พอลงจากรถและทักทายทุกคน (รวมถึงน้องหมาที่ไม่แน่ใจว่าพวกมันจำเราได้มั้ย) เปตราก็พาเดินไปดูเล้าหมู เจอกับหมูที่ชื่อ เอสเทรลล่า ที่เราเคยเจอมันเมื่อสองปีก่อน ถึงความจำเราจะเลือนๆ ไปบ้างเพราะไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับสัตว์อื่นมากนอกจากหมา แมว และกระต่าย (ที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว) และเราก็ถามถึงเรื่องต่างๆ ความเป็นไป เปตราเล่าให้ฟังสักพักก็ชวนเราเข้าไปนั่งที่บ้านก่อน ตอนเข้าไปในบ้าน บางอย่างดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ที่คิดถึงมากๆ ก็คือ “กลิ่น” ที่คุ้นเคย เป็นกลิ่นที่อธิบายไม่ถูก แต่ถ้าใครสักคนพอจะนึกออกว่าเวลาไปบ้านใครสักคนที่คุ้นเคย หรือบ้านที่เรารักและเคยไปอยู่มาสักพัก มันจะมีกลิ่นอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนที่อื่น อาจเป็นกลิ่นนมผสมมันฝรั่งที่เราไม่เคยได้กลิ่นอีกเลยพอกลับไปที่ไทย อาจจะเป็นกลิ่นหน้าร้อนปะปนกับกลิ่นความมีชีวิตชีวาของทั้งคนทั้งสัตว์ หรืออาจจะเป็นกลิ่นที่มาพร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นอะไรประมาณนั้น เปตราถามว่าเราอยากกินกาแฟไหม เราเลยตอบตกลงและไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวหน้าบ้านที่เคยนั่งกินมื้อเย็นทุกๆ เย็นเมื่อสองปีก่อน เราคุยนู่นคุยนี่กันจนปีเตอร์มานั่งด้วย และแฮร์รี่ หนุ่มน้อยที่เคยอายุ 8 ขวบ ตอนนี้อายุสิบขวบแล้ว แถมพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าเดิมเดินยิ้มทักทายออกมาจากบ้าน จากสองปีก่อนที่แทบจะไม่ได้คุยกันเลยด้วยกำแพงแห่งภาษาระหว่างเรา จะมีก็แต่แฮร์รี่เรียกชื่อเรา “มายา มายา มาดูนี่” เป็นภาษาอังกฤษ แต่มาวันนี้แฮร์รี่พูดจ้อและดูดีใจที่ได้เจอเราอีกครั้ง


Fika time

    เรานั่งคุยกันไปถึงเรื่องเพลงของสวีเดน ด้วยความที่เราเป็นคนชอบฟังเพลงมาก และช่วงหลังๆ มานี้เพลงเกือบ 90 เปอร์เซนต์ในเพลย์ลิสต์ต่างๆ ของเราก็ถูกเติมเต็มไปด้วยเพลงของสวีเดน และนักร้องที่โปรดปรานมากที่สุดก็มาจากสวีเดนทั้งนั้น เราเลยคุยกันอย่างออกรสกับทั้งเปตราและปีเตอร์ และเมื่อพูดถึงนักร้องคนไหน ปีเตอร์ก็จะพยายามเปิดหาจาก Spotify และเล่นเพลงนั้นออกมาให้พวกเราได้ฟังกัน มีนักร้องหลายคนมากที่เราพูดถึง เช่น Eva Dahlgren นักร้องในตำนานสวีเดนที่เปตราเคยไปดูคอนเสิร์ต, Ted Gärdestad นี่ก็ตำนานอีกคนที่ชาวสวีเดนทุกคนคิดถึง เนื่องจากเขาจากไปด้วยการฆ่าตัวตาย และปีเตอร์ก็พูดถึงวงเมทัลของสวีเดนบ้าง ซึ่งเราไม่รู้จัก และเปิดให้ฟัง แฮร์รี่ก็มีแซมบ้าง ที่น่ารักก็คือแฮร์รี่ชอบไมเคิล แจคสัน และชอบนักร้องคนอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย เราอดไม่ได้เลยต้องเล่าเรื่องตอนที่เราเจอกับลาเลห์ หนึ่งในนักร้องแถวหน้าของสวีเดนที่ไม่มีใครในประเทศนี้ไม่รู้จัก เราเปิดรูปที่ถ่ายคู่กับลาเลห์เมื่อปลายปีก่อนให้เปตราและคนอื่นๆ ดู พร้อมกับพูดว่า “วันเสาร์นี้พวกเราจะไปดูคอนเสิร์ตลาเลห์กันที่สกันเซน (Skansen) ค่ะ” ทุกคนทำหน้าดีใจไปด้วย และเราก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพวกเค้าไปกับเราด้วยจะสนุกขนาดไหนนะ


เรากับเปตรากำลังคุยนู่นนี่กันข้างเล้าหมู


กระท่อมที่เราอยู่เมื่อสองปีก่อน 

    เมื่อกาแฟหมด กินขนมอิ่มแล้ว ตามฉบับฟิก้าของสวีเดน (ฟิก้า- Fika; ช่วงเวลาพักดื่มกาแฟของคนสวีเดน ที่เขาภูมิใจกันมากเลยแหละ) เปตราก็พูดถึงแกะขึ้นมา แล้วเอ่ยปากชวนเราสองคนไปเยี่ยมแกะที่เล่ากัน เราตอบตกลงทันทีเพราะอยากกลับไปดูพวกมัน และพาเพื่อนไปดูด้วย อีกเรื่องที่เราดีใจพอๆ กับการกลับมาที่นี่ก็คือได้พาใครสักคนมาเจอสิ่งต่างๆ ที่เรารักและคิดถึงมันอยู่ตลอดนั่นแหละ

-ดูมัฟฟินต้อนแกะอีกครั้ง


มัฟฟินเองครับ (รูปสมัยปี 2015)

    มัฟฟินเป็นหมาพระเอกประจำบ้านนี้ เพราะทั้งหล่อสุด สูงสุด ตัวใหญ่สุด ขนสวยสุด และตัวใหญ่สุดในบรรดาหมาทั้งหมด อ้อ และที่สำคัญคือ “ต้อนแกะเก่งที่สุด” ด้วย มัฟฟินเป็นหมาหล่ออารมณ์ดี ชอบให้คนกอดและลูบหัว ชอบวิ่งตามทุกคนไปที่นู่นที่นี่ โดยเฉพาะเวลาไปไกลๆ มัฟฟินจะวิ่งจนลิ้นห้อยออกมายาวเหยียดและเหนื่อยสุดๆ เหมือนจะขาดใจ และระหว่างทางมัฟฟินจะคอยเก็บกิ่งไม้ข้างทางมาคาบไว้ในปากด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ทะเล้นดีเหมือนกัน


มัฟฟินปัจจุบันครับบ ก็ยังหล่อเหมือนเดิม

    เมื่อสองปีก่อนที่มาทำงานที่ฟาร์มนี้ ได้เห็นความสามารถพิเศษของมัฟฟิน และเป็น “งาน” หลักๆ ของมัฟฟินรองจากการเป็นหมาประจำบ้าน ก็คือ “การต้อนแกะ” ที่เก่งฉกาจแบบไม่น่าเชื่อ แค่ฟังเปตราออกคำสั่ง มัฟฟินก็พร้อมวิ่ง ไล่ต้อนแกะด้วยเทคนิคที่ถูกสอนมาบวกกับสัญชาตญาณของหมาพันธุ์ Border collie นั่นเอง

    คราวนี้เราใช้วิธีเดินจากบ้านฟาร์มไปยังคอกแกะ (ปกติอาจจะขับ ATV ไป หรือไม่ก็ด้วยพาหนะอื่น แต่ความจริงก็ไม่ได้ไกลมากหรอก) ซึ่งการกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งต่อให้เดินเข้าป่าไปไกลแค่ไหนเราก็ไม่เกี่ยง เพราะเราคิดถึงมาก ทั้งธรรมชาติและบรรยากาศรอบๆ น่าประหลาดใจที่เมื่ออาทิตย์ก่อนเรายังโพสต์รูปสองปีก่อนในวิวเดียวกันที่ฟาร์มนี้ลงเฟสบุค เป็นการบอกคิดถึงทางอ้อมให้กับฟาร์มนี้ ตอนนั้นเป็นความรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะได้กลับมาอีกไหม แต่ ณ ตอนนี้เรากำลังเดินอยู่ในที่ๆ เดิม และเมื่อมองเข้าไปในคอกแกะก็พบกับแกะต่างๆ หน้าตาบื้อๆ ที่คุ้นเคย (ถึงอาจจะไม่ใช่ตัวเดิมๆ ก็เถอะ แต่หน้ามันก็คล้ายๆ กันแหละนะ) เปตราไม่รอช้าเมื่อเห็นท่าทางตั้งอกตั้งใจของมัฟฟินที่หันมามองเปตราอยู่บ่อยๆ เพื่อรอคำสั่ง และเมื่อเปตราออกคำสั่งเป็นภาษาสวีเดน มัฟฟินก็วิ่งออกไปทันทีที่ได้ยินแค่เสี้ยวของเสียงแรกนั้น หมาตัวเล็กอีกสองตัวที่ชื่อดีเซลกับบราวนี่ก็วิ่งตามมัฟฟินไปด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต้อนแกะเป็นเลย แต่ก็ขอตามจ่าฝูงไปด้วยแล้วกัน อะไรประมาณนี้ และไม่นานเกินรอฝูงแกะก็วิ่งหน้าตื่นๆ ออกมาจากด้านหลัง แต่ก็ยังไม่วายกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นจำนวนคนยืนจ้องอยู่ประมาณสี่คนได้ การต้อนแกะของมัฟฟินครั้งนี้ก็เพื่อให้เหล่าแกะทั้งหลายในคอกตัวผู้นี้มาต้อนรับแขกจากเมืองไทย ก็คือเรากับเพื่อนนั่นเอง

    จากนั้นเราเดินต่อไปที่อีกคอกหนึ่ง จะเป็นคอกแกะตัวเมีย ระหว่างทางเราเจอ Wild strawberries หรือสตรอเบอร์รี่ป่าที่เราชอบเก็บในหน้าร้อนที่นี่ (พูดเหมือนเคยมาอยู่นาน) และก็เหมือนกันกับครั้งแรกที่เราตื่นเต้นดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นมัน ถึงแม้จะมีไม่เยอะแต่เราก็ดีใจที่ได้เก็บมาให้เพื่อนได้ลองกิน นอกจากสตรอเบอร์รี่ป่าแล้วระหว่างทางเราเจอทั้งงูตัวเล็กๆ ทั้งเห็ดแปลกๆ ต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ ที่เปตราพร้อมจะหยุดยืนอธิบายเพิ่มความรู้วิชา ป่าสวีเดน101 ให้เรากับเพื่อนได้รับฟังกันอย่างเพลินใจ เราอดนึกเสียดายไม่ได้ว่าเมื่อสองปีก่อนน่าจะถามอะไรเปตรามากกว่านี้ หรือไม่ก็น่าจะสนิทกับเค้าให้มากกว่านี้หน่อยก็น่าจะดี


Zilverzara & Me


Us

พอมาถึงคอกแกะตัวเมีย เจ้าแกะตัวที่เด่นที่สุดรีบวิ่งตรงมาหาพวกเรา มันมีชื่อว่า Zilversara เป็นแกะที่ตัวใหญ่ที่สุด เชื่องที่สุด และมีขนสวยที่สุด (เอามาทำเครื่องทอต่างๆ ได้ดีมาก) เปตราถามมันว่า “จำมายาได้ใช่มั้ย” เพราะสองปีก่อนยังมาให้ยาถ่ายพยาธิกันด้วยกันอยู่เลย แต่ถึงจะจำได้หรือไม่ได้ ซิลเวอร์ซาร่าก็อ้อนทุกคนชนิดว่ายืนอยู่กับที่ยอมให้ลูบๆ กอดๆ ตลอดเวลา แถมบางทีก็เอาหัวมาชนๆ อ้อนจริงๆ เลยนะเรา นอกจากซิลเวอร์ซาร่าแล้วก็ยังมีเจ้าลิลลี่น้อย เป็นแกะตัวเล็กสุดที่เคยทำตัวเหมือนลูกหมาอยู่ที่บ้านเปตราอยู่สักพัก เราดูมัฟฟินไล่ต้อนแกะ เล่นกับแกะ ถ่ายรูปกันจนหายคิดถึงแล้วก็กลับ ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เปตราบอกตั้งแต่ตอนส่งอีเมลมาแล้วว่าอยากให้เรากับเพื่อนอยู่กินอาหารเย็นด้วยกัน และเราก็ตอบตกลงไปอย่างดีใจ เพราะสิ่งที่เราประทับใจที่สุดเวลาไปเที่ยวก็คือการได้พบปะและสานสัมพันธ์กับคนที่นั่น รองลงมาก็เป็นสถานที่นั่นแหละ

-มื้อเย็นที่แสนประทับใจ


รูปป่าตอนปี 2015 สวยและชุ่มชื้นมาก (no filter!)

    ระหว่างทางเดินกลับ เราคุยกันเรื่อยเปื่อย ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของต้นไม้ ดอกไม้ และทุกอย่างรอบๆ ตัว ปีนี้ดูแห้งแล้งกว่าตอนสองปีก่อนที่เรามาอยู่ ตอนนั้นเราชอบสวีเดนมากก็เพราะป่า ป่าที่นี่เขียวชอุ่มและดูชุ่มชื้น มองไปทางไหนก็สดชื่น แต่ปีนี้เปตราเองก็ยอมรับเหมือนกันว่าแห้ง และฝนไม่ค่อยตก เรามองไปรอบๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ดูสดชื่นเหมือนครั้งนั้น แต่ความสุขก็ยังลอยอยู่รอบๆ ตัวเหมือนกับตอนนั้นที่มาใหม่ๆ เราอดคิดไม่ได้ว่าการที่เราคิดว่ามาอยู่นี่แล้วมีความสุข เป็นเพราะเรามาแค่ช่วงเวลาสั้นๆ รึเปล่า? ถ้ามาอยู่จริงๆ ใช้ชีวิตที่นี่จริงๆ มันจะสุขแบบนี้มั้ย และอีกอย่าง สวีเดนก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าเป็นเมืองหนาว แต่ทุกครั้งที่เรามาก็มักจะเป็นหน้าร้อน ไม่ก็ฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไม่หนาวสุดๆ เลยถามเปตราไปว่าความเป็นอยู่ที่นี่ตอนฤดูอื่นๆ เป็นยังไง ยังออกมาเดินเล่นแบบนี้ได้มั้ย ลำบากมั้ย เค้าก็บอกว่าก็เหมือนเดิม แค่ถ้ามีหิมะก็อาจจะเดินทางไปไหนยากหน่อย แต่นอกนั้นเท่าที่ฟังดูก็ดูเค้าจะมีความสุขกันดี เปตราดูภูมิใจที่แฮร์รี่เป็นเด็กที่เกิดและโตที่นี่ เป็นต่างจังหวัดที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ไม่เหมือนเด็กในเมือง เรารู้สึกดีใจไปกับแฮร์รี่ด้วยที่ได้ใช้ชีวิตในธรรมชาติทุกวันแบบนี้ มันดูเฮลตี้มากๆ


เราจะกินมื้อเย็นกันที่นี่


นอนเล่นกันแป๊บ

ท้องฟ้า ณ ตอนนั้น

    พอเราเดินมาถึงบ้าน เปตราก็ไปช่วยปีเตอร์ทำมื้อเย็นในครัว พวกเราถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย ก็เลยได้รับหน้าที่เอาจานชาม ส้อม มีดไปวางบนโต๊ะ เสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรทำเลยไปนั่งๆ นอนๆ เล่น ความจริงตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาเย็นหรอก เพราะมันก็ประมาณสองสามทุ่มแล้ว แต่ด้วยความที่หน้าร้อนในแถบ The North แบบนี้ พระอาทิตย์ก็จะตกประมาณ 4-5 ทุ่ม ไม่ก็เที่ยงคืนนู่นเลย เราเล่นๆ กันอยู่สักพักเปตราก็เรียกให้ไปกินมื้อเย็นกัน แล้วสิ่งที่เราเห็นก็ทำให้รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะบนโต๊ะมีเนื้อแกะจานใหญ่ มีสลัด มีมันฝรั่ง ทุกอย่างตามแบบสวีดิชที่เราห่างหายไปนาน ขอบอกว่าน่ากินมากกกกกกกก อ่อ แต่อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ใช่แกะที่เราไปทักทายมาเมื่อกี๊แน่นอนจ้า 55555


มื้อเย็นของเรา

    การได้กินมื้อเย็นกับที่บ้านนี้อีกครั้งทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจเพราะนึกไปถึงครั้งนั้น ทุกๆ ค่ำก็จะมากินกันนอกบ้านแบบนี้แหละ พอกินเสร็จ ทั้งหมาทั้งแมวก็จะมาวนเวียน ถ้าเรายู่คุยกันนานหมาบางตัว (อย่างเช่นเจ้าดีเซล ตัวเล็กสุดในบ้าน) ก็จะกระโดดขึ้นมาบนตัก ขดๆ ตัว ทำตัวสั่นๆ อ้อนซะขนาดนี้ก็ไม่รักไม่ได้แล้วล่ะ ส่วนเราเองถ้าคุยนานไปก็จะเริ่มหนาว ทั้งๆ ที่ทุกคนยังปกติดีและชิน แต่เราว่าเราเป็นคนขี้ร้อนแล้วนะ สู้ความหนาวเย็นของสวีเดนไม่ได้จริงๆ นี่ขนาดหน้าร้อนนะเนี่ย

ดีเซล ตัวเล็กขี้อ้อน


ส่วนนี่บราวนี่ ขี้อ้อนเช่นกัน

    พอกินมื้อเย็นเสร็จ ก็ตามติดมาด้วยช็อคโกแลตมูสที่เปตราทำเอง อร่อยมาก กินเสร็จเราก็ช่วยกันเก็บจานเข้าไปในบ้าน และเราอยากไปเดินเล่นในป่าก็เลยบอกเปตราว่าจะไป เปตราถามว่าอยากให้ไปด้วยมั้ย แต่เราทั้งไม่อยากรบกวน และอยากใช้เวลากับเพื่อนสองคนบ้าง ก็เลยตอบไปว่าไม่เป็นไรค่ะ เปตราไม่ว่าอะไร แต่บอกว่าทางเดินเข้าป่าตอนนี้มันค่อนข้างรก ให้ระวังหน่อย เราตอบตกลงและรีบออกจากบ้านก่อนที่จะมืดไปกว่านี้

-ป่าที่ไม่เหมือนเดิม

    ทางเข้าป่าตอนนี้มีอยู่ทางเดียว จากเมื่อสองปีก่อนมีอีกทางที่อยู่หลังกระท่อมที่เราเคยอยู่ แต่ตอนนี้ตรงนั้นโดนตัดต้นไม้ไปเยอะมาก ลืมถามเหตุผลว่าทำไม แต่ไม่ชอบเลยอ่ะที่ตัดต้นไม้ไป และไม่ใช่บ้านเปตราที่ตัดด้วย เราก็เลยไปเข้าอีกทาง เป็นทางที่เราเคยไปครั้งนึงแล้วไม่ไปอีกเลย เพราะตอนนั้นเจอต้นอะไรสักอย่าง เตี้ยๆ สามสี่ต้น และแม่งมีตัวบุ้งสีดำๆ มีขนยาวๆ เยอะๆ เกาะอยู่บนต้นเยอะมากกกกก เยอะแบบมองแล้วขนลุกยันหัวอ่ะ คือไม่เคยเจออะไรสยองขนาดนั้นมาก่อน หลังจากนั้นเลยไม่ไปอีกเลยจ้า

แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว ก็ผ่านมาสองปีแล้วนี่นา แต่ติดแค่ว่าทางมันรกมากกก วัชพืชขึ้นสูงเกือบเท่าตัว

    ยังดีที่เรายังพอจะจำทางเข้าได้ ด้วยความตื่นเต้นและความไม่กลัวอะไร (ป่าที่นี่น่ากลัวน้อยกว่าที่ไทยนะ ทั้งอากาศและสภาพแวดล้อมด้วยมั้ง เออ กลัวผีน้อยกว่าด้วยอ่ะ ถ้ามีผีจริงคงไม่น่ากลัวเท่าผีไทยอะเนอะ) ก็เลยเดินๆ แม่งไป แบบลุยๆ หญ้ารกๆ ไปอย่างงั้น แต่ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียง ฉึบๆๆๆๆ เหมือนตัวอะไรสักอย่างที่หนักๆ (ตอนนั้นในหัวคือนึกภาพหมูป่า แต่ไม่น่ามีหมูป่าแถวนี้) วิ่งผ่านไป เรากับเพื่อนก็ยืนงงๆ แบบ อะไรวะ คือกลัวก็กลัว แต่อีกใจก็แบบ ต้องไปอะ อยากเข้าป่า ไม่อยากหันหลังกลับไปโดยที่ยังไม่ได้เข้าไปในป่า 5555 ก็เลยเดินต่อไป ฝ่าดง ช่วยๆ กัน จนในที่สุดก็เข้าสู่เขตป่าที่เราคิดถึงมาตลอด

    แต่ป่าเปลี่ยนไปจริงๆ ต้นไม้ก็ถูกตัดไปเยอะจนเหลือพื้นที่โล่งๆ กว้างๆ เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่เป็นแบบนี้ แอบเสียดายมากเลย อีกอย่างคือป่าไม่ชุ่มชื้น ไม่เขียวชอุ่มแบบที่เคยมาตอนก่อน พวกเบอร์รี่ต่างๆ ก็ไม่ค่อยออกลูกเท่าไหร่ โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่ เราเดินๆ หาและเก็บไปด้วย เจอแต่ลูกเล็กๆ ที่ยังไม่ค่อยโต แต่ก็พอเอามากินเล่นได้บ้าง เพลินๆ ดี…

    ระหว่างที่อยู่ในป่า รู้สึกได้ถึงความสงบ ความเงียบ มีแต่เสียงเราพูดคุยกันและเสียงเพลงที่เราเปิดฟังกัน เราหาที่นั่งบนหินก้อนใหญ่ๆ ตรงกลางลานโล่งๆ ที่ถูกตัดต้นไม้ออกไปแล้วก็มองไปที่ท้องฟ้า ถึงจะเป็นหน้าร้อนแต่ตอนนี้ก็เริ่มดึกแล้ว ประมาณเกือบสี่ทุ่มได้ พระอาทิตย์เริ่มตกเหลือแต่แสงสีส้มๆ ทองๆ ส่องมาที่เรา น่าเสียดายที่เรามีเวลากันแค่นี้ ช่วงเวลาแห่งความสุขมักมีอายุของมันเอง ถึงแม้เราจะรักที่นี่และมีความผูกพันกับที่นี่และรู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งเดียวที่ไม่รู้ก็คือ เราจะได้กลับมาที่นี่ด้วยกันอีกรึเปล่า….? 


Ja, jag var där (Yes, I was there – จากเพลง En Stund På Jorden by Laleh)

    หลังจากออกมาจากป่าท้องฟ้าก็เริ่มจะมืดจริงจังแล้ว เรากลับไปคุยๆ กับเปตราอยู่สักพักแล้วก็ต้องขอบอกลา เพราะวันนี้เหนื่อยกันมากๆ ทั้งนั่งรถมา (คนขับน่าจะเหนื่อยกว่า 55) แต่ก่อนไปเราขอถ่ายรูปรวมกันก่อน ถ่ายออกมาแล้วดูเหมือนครอบครัวมากเลย ดีใจที่ได้มารับความอบอุ่นที่น่ารักแบบนี้อีกครั้ง ถึงแม้ตอนจากกันครั้งนั้นเราจะรู้ดีว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่พอได้มาเจอกันอีกครั้งก็รู้สึกตื้นตันใจเหมือนกัน และแน่นอนว่าการบอกลาครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่ๆ เราอาจจะได้เจอกันอีกในไม่ช้าก็ได้นี่นา

วันนี้เป็นหนึ่งในวันที่มีความสุขที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้ ดูจากรูปก็น่าจะรู้แล้วมั้ง 🙂
Summer doesn’t last long, but my song will play forever..

Post Author
mayajett

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *