Subscribe to newsletter

Subscribe to the newsletter and you will know about latest events and activities. Podpisyvayse and you will not regret.

First time Stockholm : 02.5 ความอุ่นใจในเมืองหนาว (ภาคต่อ)

ต่อจากตอนที่แล้ว

    เรามาขึ้นรถบัส ที่เรียกง่ายๆ แบบบ้านๆ เราว่ารถเมล์ อย่างที่บอกในตอนแรกไปว่ารถเมล์หรือรถไฟใต้ดิน และเรือ และอาจมีที่อื่นๆ สามารถใช้บัตรใบเดียวกันหมดได้และแบบ unlimited ในช่วงเวลาที่เราเลือกซื้อแพคเกจของบัตรนั้นๆ แค่ขึ้นรถแล้วแตะบัตร แล้วก็เข้ามานั่งเลย เราเลือกที่นั่งหลังสุด บนรถคนไม่เยอะมาก โลวิซ่าบอกว่าใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึงจะไปถึงบ้าน เราก็โอเคเลยเพราะชอบนั่งรถนานๆ ระหว่างที่นั่งรถไปเราก็ชวนคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ รวมไปถึงเรื่องความติ่งนักร้องของเรา โลวิซ่า (และเพื่อนสวีเดนคนอื่นๆ ที่จะเล่าในตอนหน้าๆ) มีความน่ารักที่เหมือนกันหมดอย่างนึงคือ เวลาเราเอ่ยปากว่าอยากได้อะไร อยากไปไหน พวกเค้าจะจำได้ และจะพยายามหาให้เราให้ได้ หรือพาเราไปให้ได้ เราชอบนักร้องสวีเดนคนนึงที่ชื่อว่า Tove Styrke (ที่จะเล่าให้ฟังในตอนหน้าๆ) และได้ยินมาว่านางจะมาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองทางตอนเหนือประมาณปลายๆ เดือนก.ค. นี้ ด้วยความที่เรามาสวีเดนครั้งแรก และคงมาอีกไม่บ่อยนักเลยอยากหาโอกาสไปตามติ่งนาง โลวิซ่าจำได้ว่าเราเคยพูดเรื่องนี้ให้ฟัง นางเลยพูดขึ้นมาและเปิดเว็บหาตั๋วรถไฟ เช็คราคาให้เรา 

    หลังจากคุยเม้ามอยกันมาสักพัก รถเมล์ก็มาถึงป้ายที่เราจะต้องลง เราลงมาจากรถและโลวิซ่าก็พาเราเดินไปเรื่อยๆ วิวแถวนั้นเป็นวิวเหมือนเวลาเราไปต่างจังหวัด มีบ้านคนอยู่ห่างๆ กัน สองข้างทางเป็นดงพงหญ้าที่ดูไม่เปลี่ยวแต่กลับดูมุ้งมิ้งในสายตาเรา เราถามว่าเดินไปไกลมั้ย บ้านอยู่ตรงไหน โลวิซ่าบอกว่าไม่ไกล เดินแป๊บเดียวเอง… แต่ความจริงคือมันไกลลลมากกกก สำหรับเรา คือระยะทางน่าจะเกินหนึ่งกิโลและด้วยความที่ต้องเดินขึ้นเนินนิดๆ เลยยิ่งทำให้เหนื่อย เรามากระจ่างอย่างชัดเจนก็ตอนนี้แหละ ว่าพวกฝรั่งเนี่ยคงเดินกันจนชินมาก เพราะทั้งเดินเร็วและไม่เห็นมันจะทำท่าเหนื่อยเลยสักนิด แต่กูเนี่ย เหนื่อยมากกกกกกกกก แทบหอบ แต่ไม่กล้าบ่นเพราะกลัวดูไม่สตรอง เลยต้องเดินไปเงียบๆ จนในที่สุดเราก็เดินมาถึงทางแยกที่เริ่มมีบ้านให้เห็นอีก เราเดินผ่านบ้านใหญ่ๆ ที่มีของประดับบ้านวางอยู่เยอะแยะ โลวิซ่าบอกว่าบ้านนี้เป็นร้านขายของเก่า ส่วนบ้านเล็กๆ ตรงนั้นเป็นร้านอาหารไทย ที่สวีเดนมีร้านอาหารไทยเยอะมาก เยอะคล้ายๆ กับเซเว่นในบ้านเราก็ว่าได้ ส่วนบรรยากาศตอนนี้ที่เห็นเราไม่ได้ถ่ายภาพเอาไว้เลย แต่สามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า บรรยากาศเหมือนบ้านในเกมส์ The Sims มาก โลวิซ่าพาเราเดินเข้ามาในละแวกที่คล้ายๆ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่ได้มีบ้านเป็นหมู่บ้านหรือรั้วเหมือนในไทย ทุกบ้านเป็นบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป มีความมุ้งมิ้งน่ารัก มีความเป็นบ้านซิมส์ ทุกบ้านไม่ทำรั้วใหญ่ๆ แบบเมืองไทย แต่เป็นพุ่มไม้หรือรั้วเตี้ยๆ ใช้กั้นระหว่างบ้านกัน บรรยากาศในละแวกนี้น่าอยู่มาก เงียบสงัด อากาศก็ดี (เฉพาะช่วงหน้าร้อนเพราะหน้าอื่นจะหนาวมาก) เราเดินจนมาเจอบ้านโลวิซ่าที่อยู่เกือบในสุดของละแวกนั้น และสิ่งแรกที่เห็นคือคุณพ่อสุดหล่อที่กำลังวุ่นอยู่กับการตอกไม้สร้างบ้าน Summer house อยู่ 

ภาพประกอบบรรยากาศการเล่า

    จากภาพประกอบ เป็นบ้านสไตล์สวีดิชที่แท้จริง บางคนอาจเคยเห็นมาก่อนแล้วจากที่ต่างๆ หรือในอินเตอร์เน็ต ว่าบ้านฟาร์มของสวีเดนจะมีเอกลักษณ์อยู่ตรงที่ทาสีแดง เห็นได้ตามชานเมืองและต่างจังหวัด แต่บ้านของโลวิซ่าจะออกแนวโมเดิร์นกว่านิดนึง ข้างในบ้านมีความสวยงาม เรียบง่าย สวยเหมือนแผนกตกแต่งห้องใน IKEA ยังไงยังงั้น โลวิซ่าพาเราไปแนะนำตัวกับพ่อ และพาเข้าบ้านมาทักทายแม่และน้องชาย แม่โลวิซ่ากำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ และต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น พร้อมกับบอกว่าที่บ้านโลวิซ่าเคยมาเมืองไทยตั้ง 3-4 ครั้งแล้ว เราเคยได้ยินมาและคิดว่าน่าจะเป็นจริงที่เค้าว่าคนสวีเดนชอบเมืองไทย เพราะ 90% ของคนสวีเดนที่เราเจอนั้นเคยมาไทยแล้วทั้งนั้น ที่ชอบเพราะเมืองไทยอากาศดี (สำหรับเค้า) และนิสัยของคนไทยค่อนข้างชิลๆ เข้ากับนิสัยคนสวีเดนได้ไม่ยาก พอแนะนำตัวกันเสร็จแล้วโลวิซ่าก็พาเราไปดูรอบๆ บ้าน พาขึ้นไปดูห้องนอนของเธอ ชั้นบนยิ่งสวยกว่าชั้นล่างและมีระเบียงออกไปดูวิวด้านนอกได้ ข้างนอกวิวสวยมากจนโลวิซ่ายอมให้เรายืนมองอยู่ประมาณห้านาที จึงพาลงมาข้างล่าง เราอาสาขอช่วยพ่อโลวิซ่าทำงานเล็กๆ น้อยๆ พ่อกำลังทำฝักบัวอาบน้ำกลางแจ้งของซัมเมอร์เฮาส์ -ซัมเมอร์เฮาส์คือบ้านพักตากอากาศที่คนสวีเดนจะซื้อไว้ตามต่างจังหวัดเพื่อเอาไว้พักร้อน พอถึงหน้าร้อนทุกคนจะหาเวลาไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศของที่บ้าน พอเราช่วยพ่อเสร็จก็เข้ามาช่วยแม่เตรียมจัดโต๊ะอาหารกับโลวิซ่า พอเสร็จแล้วเราก็เข้ามาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ในครัว แม่บอกว่าเย็นนี้จะกินสเต็กปลาแซลมอนกัน โลวิซ่าถามว่าเรากินปลาได้มั้ย เราบอกว่าได้ ในใจดีใจมากที่อยู่ๆ มาถึงวันแรกก็ได้มีโอกาสมากินอะไรดีๆ ที่บ้านสวีเดนจริงๆ แบบนี้ พอเราช่วยงานในครัวกันเสร็จแล้ว แม่บอกให้โลวิซ่าพาเราไปเดินเล่นระหว่างรออาหารเย็นเสร็จซึ่งเราดีใจมาก เพราะละแวกนี้สวยมากจนเราอยากไปเดินสำรวจ ก่อนจะออกไปเดินเราขอโลวิซ่าชาร์จมือถือเพราะว่าแบตจะหมดจริงๆ แล้ว เลยต้องทิ้งมือถือไว้ที่บ้านแล้วออกไปเดินเล่น

ภาพประกอบบรรยากาศการเล่า

    ระหว่างทางที่เราเดินไปนั้นเราเห็นบ้านหลังเล็กบ้างใหญ่บ้างตามทาง บางบ้านก็สีเหลือง สีฟ้าอ่อนๆ ตกแต่งกันต่างกันไป ระหว่างทางมีผู้หญิงคนนึงเดินผ่านมา เราเลยกระซิบถามโลวิซ่าว่ารู้จักมั้ย ด้วยความที่เป็นละแวกเล็กๆ คล้ายๆเดอะซิมส์เลยทำให้เราคิดว่าคนน่าจะรู้จักกันหมด โลวิซ่าบอกว่าถ้าเป็นตอนเด็กจะรู้จักกันเกือบหมด แต่ตอนนี้พอโตแล้วแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่นตามประสาฝรั่ง เลยอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้านักพอกลับมาบ้าน เราเดินกันต่อไปตามทางเดินผ่านป่า ดงหญ้า สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในสวีเดนคือการที่ธรรมชาติกับเมืองสามารถอยู่รวมกันได้และมีให้เห็นทั่วๆ ไป ในสตอกโฮล์มเองก็มีส่วนที่เป็นป่า เป็นธรรมชาติ แต่ที่นี่เป็นชานเมืองที่เลยออกมาหน่อย เลยมีธรรมชาติมากกว่า เราเดินผ่านโรงเรียนที่ดูเงียบมากเพราะช่วงซัมเมอร์เด็กๆ จะปิดเทอม ผ่านสนามเด็กเล่น และเข้าป่าอีกครั้ง แต่ในป่าก็มีทางเดินให้เห็นว่าเส้นทางนี้คนมักจะมาเดินกัน บางคนก็ใช้เป็นที่วิ่งออกกำลังกาย เราเดินผ่านต้นบลูเบอร์รี่และโลวิซ่าก็ชี้ให้เราดู เป็นครั้งแรกที่เราเห็นต้นบลูเบอร์รี่ เธอบอกให้เราลองเก็บกินดู เราก็ลองเก็บมากินแต่มันยังโตไม่มากนักเลยได้แต่ลูกเล็กๆ เปรี้ยวๆ เราเดินกันต่อ ขึ้นเนินบ้างอะไรบ้าง เหนื่อยนิดหน่อยแต่พอขึ้นมาจนถึงที่ๆ โลวิซ่าพามาเราก็ต้องทึ่ง…

มันเป็นวิวจากเนินเขาเล็กๆ ที่มองลงไปเห็นละเทสาปและเมืองสตอกโฮล์มในเวลาเดียวกัน วินาทีนั้นเรารู้สึกว่าเราคิดถูกมากๆ ที่อยู่ๆ ก็พาตัวเองออกมาเที่ยวคนเดียวไกลๆ แบบนี้ ได้เจอเพื่อนใหม่ที่แสนวิเศษและได้มาเจอที่ๆ สวยงามและทุกอย่างดู make sense จนเราต้องขอบคุณตัวเองอีกครั้งสำหรับสิ่งที่เห็นที่เจอตอนนี้ ที่จะกลายมาเป็นความทรงจำไปอีกนาน

ภาพประกอบบรรยากาศการเล่า

    เราเสียดายมากที่ไม่ได้เอามือถือมา โลวิซ่าถามว่าอยากให้ถ่ายรูปให้มั้ย เราบอกว่าไม่เป็นไร ไม่อยากเรื่องมาก แต่มาตอนนี้รู้สึกเสียดายมากที่ไม่ได้ถ่ายเอาไว้ แต่ไม่เป็นไร สักวันเราอาจจะกลับมาอีก สิ่งสวยงามยังมีให้เห็นเยอะแยะไป แต่คราวหน้าจะบอกกับตัวเองเสมอว่าวินาทีนี้อาจจะหาไม่ได้อีกแล้ว เพราะงั้นต้องคอยเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป (นี่ขนาดแค่เรื่องถ่ายรูปยังเว่อร์ซะ 555) สักพักโลวิซ่ามองนาฬิกาแล้วบอกเราว่า ‘ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว กลับบ้านกันมั้ย’ เราไม่ปฏิเสธด้วยความที่เป็นแขกเลยไม่กล้าทำตัวเยอะ ทั้งที่อยากอยู่ต่ออีกสักพัก เราหันไปมองวิวให้นานที่สุดและพยายามจำไว้ในใจก่อนจะหันหลังกลับ เราเดินมาไกลพอสมควรเพราะงั้นขากลับจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีได้ ระหว่างทางเราเจอตัวอะไรอยู่ในพงหญ้าไกลๆ โลวิซ่าชี้ให้ดูแล้วบอกว่าเป็นกระต่าย แต่พอมองไปอีกทีมันก็กระโดดหายไปแล้ว สวีเดนค่อนข้างเป็นมิตรกับธรรมชาติเลยไม่แปลกที่บางครั้งเราจะเจอสัตว์เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาทำกิจกรรมใกล้ๆ กับมนุษย์ เราเดินไปเจออาคารหลังใหญ่กว่าบ้านนิดหน่อย โลวิซ่าพาขึ้นไปดูแล้วบอกว่าที่นี่เคยเป็นลานโบว์ลิ่งมาก่อน เราขึ้นไปดูแล้วรู้สึกว่าทุกๆ อย่างในละแวกนี้เหมือนในนิทานเลย ทั้งความสะอาดของวิวทิวทัศน์ บ้านและอาคารต่างๆ ที่เป็นหลังเล็กๆ น่ารัก สีสันแตกต่างกันไป ทุกอย่างดูใหม่สำหรับเรามากและมีความมุ้งมิ้งคล้ายๆ เกมส์ซิมส์ เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ความจริง (ที่เราคุ้นเคย) เราเดินกันมาสักพักจนเราเหนื่อยมากก เหมือนไปวิ่ง 100 เมตรมา แต่โลวิซ่าก็ยังคงดูไม่เหนื่อยและทำหน้าเฉยๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ เดาว่าเธอคงชินแล้วแหละ

    พอมาถึงบ้าน อาหารเย็นก็เตรียมพร้อม เราเหนื่อยมากและรู้สึกว่าวันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน ตั้งแต่ขึ้นเครื่องจากสุวรรณภูมิและหลับๆ ตื่นๆ ในเครื่องไม่กี่ชั่วโมง นั่งมาประมาณเกือบ 15 ชั่วโมงและมาผจญภัยต่อทั้งวันในสตอกโฮล์มวันนี้ จึงทำให้รู้สึกซาบซึ้งและประทับใจกับมื้อเย็นที่น่าจดจำมื้อแรกในสวีเดน เราจัดการสเต็กปลาแซลมอนที่แสนอร่อยพร้อมราดน้ำเกรวี่ มีมันฝรั่งต้มกินเป็นเครื่องเคียง พ่อกับแม่โลวิซ่าคอยถามและบอกให้เราเติมอีกด้วยความเป็นห่วงและต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่น่าเสียดายที่อาการ jet lag ของเราทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไหร่ทั้งๆ ที่หิวมากจริงๆ พอเรากินแซลมอนกันเสร็จก็ต่อด้วยสตรอเบอร์รี่สดและไอติมรสวนิลาที่แสนอร่อย แม่กับพ่อโลวิซ่าถามว่าอยากดื่มอะไรเพิ่มมั้ย ไวน์หรือเบียร์ หรือน้ำผลไม้ดี เราได้แต่เกรงใจเขาแล้วบอกว่า ‘ไม่เป็นไรค่ะ น้ำเปล่าก็ได้’

    พูดถึงเรื่องเกรงใจ เราเพิ่งเห็นได้ชัดก็ตอนนี้ว่าการที่เราเป็นคนไทยขี้เกรงใจเนี่ย บางครั้งก็ทำให้พวกฝรั่งเข้าใจผิดได้เหมือนกัน อย่างเวลาเค้าเสนออะไรให้เราและเราเกรงใจจริงๆ และปฏิเสธ บางครั้งก็ทำให้เค้าเสียใจนิดๆ เหมือนกันนะ ที่พูดนี่คือไม่ได้เกิดกับครอบครัวโลวิซ่านะ แต่ว่าเคยเป็นกับเพื่อนฝรั่งบางคน เราว่าเรื่องวัฒนธรรมแตกต่างเป็นอะไรที่อ่อนโยนเหมือนกัน แต่ก็ไม่ยากเกินจะทำความเข้าใจ เราก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวกันเพื่อการอยู่ด้วยกันไปนั่นแหละเนอะ พอเรากินอาหารเย็นกันเสร็จก็คุยกันสัพเพเหระ รวมไปถึงการโชว์เหนือเบาๆ ด้วยการพูดสวีดิชให้พ่อแม่โลวิซ่าฟังนิดๆ ซึ่งเราเองก็ไม่ได้เก่งอะไรมากนัก แค่จำๆ ศัพท์ง่ายๆ ก่อนมา แต่พอมาที่นี่แล้วคนสวีเดนเกือบ 90 เปอร์เซนต์เค้าพูดภาษาอังกฤษกันได้ และดีมาก เก่งมากจริงๆ และถ้าเค้าเห็นเราพูดสวีดิชใส่ เค้าจะพูดอังกฤษใส่ทันที (ทำไมว้าาาา) หลังจากนั้นเรารู้สึกเหนื่อยมากๆ แอบอยากขอตัวกลับก่อน แต่ด้วยความที่เป็นแขกเราเลยไม่กล้าเอ่ยปากพูด กลัวว่าจะเหมือนมาแค่กินแล้วก็ไป แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือคนสวีเดนเองก็ขี้เกรงใจมากเหมือนเราๆ นี่แหละ เพราะแม่โลวิซ่าพูดขึ้นมาอย่างเกรงใจเราว่า ‘เหนื่อยรึเปล่า ถ้าอยากกลับก็บอกได้เลยนะลูก ไม่ต้องเกรงใจ’ และแม่ก็เล่าว่ามีครั้งนึง เคยมีแขกจากประเทศหนึ่ง (แถบๆ ไทยบ้านเรา) มาที่บ้านและทานอาหารเย็นกัน แล้วหลังอาหารเย็นก็นั่งคุยกันแบบนี้ แต่ทุกคนต่างเกรงใจ แขกก็ไม่กล้าขอตัวกลับ เจ้าบ้านก็ไม่กล้าไล่ จนคุยกันไปเรื่อยๆ จนถึงตี 2 แม่ง่วงทนไม่ไหวเลยต้องเอ่ยปากถาม เรากับพ่อแม่โลวิซ่าหัวเราะกับความแตกต่างของวัฒนธรรมที่บางครั้งต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกันและกันเหมือนกัน เราก็เพิ่งมารู้ว่าคนสวีเดนขี้เกรงใจพอๆ กับคนไทย และโดยเฉพาะคนที่มีแขกมาบ้าน เค้าจะไม่กล้าเอ่ยปากถามแขกก่อนเลยนะว่าอยากกลับหรือยัง เพราะจะถือว่าไล่แขก แต่ครั้งนั้นแม่ไม่ไหวจริงๆ และแขกก็ไม่กล้าพูดจริงๆ พอคุยกันเสร็จ โลวิซ่าเลยขออนุญาตแม่ว่าจะยืมรถขับไปส่งเราที่โฮสเทลได้มั้ย แม่พยักหน้าแล้วบอกว่า ‘ได้สิ’ เราเลยขอตัวลาพ่อกับแม่ ก่อนจะกลับแม่บอกกับเราว่าถ้ามีโอกาสกลับมาอีก เรามาค้างที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ เราขอบคุณและร่ำลากับครอบครัวโลวิซ่าอย่างจริงจังพร้อมกับบอกว่าจะกลับมาอีกแน่ๆ

    เราขึ้นรถและช่วยโลวิซ่าดูแผนที่จากในมือถือเพราะไม่แน่ใจในเส้นทางเท่าไหร่นัก โลวิซ่าใช้เวลาขับรถมาประมาณ 15 นาทีก็มาถึงถนนหน้าซอยโฮสเทลของเรา ก่อนเราจะลงจากรถโลวิซ่าบอกว่าพรุ่งนี้เธอจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่สวนสนุก Gröna Lund (Lunar Park) ถ้าอยากมาก็มาจอยกับพวกเราได้นะ เรายิ้มแล้วบอกว่าจะบอกอีกที และขอบคุณโลวิซ่าสำหรับวันที่แสนอบอุ่นวันนี้ก่อนจะกอดร่ำลากันและขอถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก

เรากับโลวิซ่า

    เราเชื่อว่าการที่คนเราได้มาเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างถูกกำหนดขึ้นมาหมดแล้ว อาจถูกเขียนมาครึ่งนึง และเราก็เป็นอีกมือนึงที่ช่วยเขียนให้อีกครึ่งนึงกลายเป็นเรื่องราวดีๆ และความทรงจำขึ้นมาได้ เราดีใจมากที่ได้เจอเพื่อนดีๆ อย่างโลวิซ่า ใครจะไปคิดว่าการมาสวีเดนครั้งแรกจะได้เจอคนดีๆ และความรู้สึกที่อบอุ่นแบบนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่ยาวนานมากสำหรับเราจะเป็นความทรงจำที่จะอยู่กับเราไปอีกนาน ต่อให้อีกสิบปีเราต้องเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกครั้งเราก็เชื่อว่าจะจำรายละเอียดได้เหมือนเดิมไม่มีตกหล่น และเราเชื่อว่าสักวันเรากับโลวิซ่าต้องได้เจอกันอีก ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม อาจเป็นที่สวีเดน หรืออาจเป็นที่อื่นก็ได้ แต่นี่ต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

    เราโบกมือลาโลวิซ่าแล้วเดินกลับเข้าโฮสเทล มาถึงที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทักคนในห้องและนั่งลงบนเตียง พร้อมกับหันไปคุยกับเพื่อนชาวเกาหลีที่นอนเตียงข้างๆ (เพิ่งเจอก็คุยกันอีกละ 555) แต่ด้วยความที่เหนื่อยมากเลยต้องขอตัวไปอาบน้ำ แปรงฟัน และกลับ มาชาร์จแบตมือถือ แบตพาวเวอร์แบงค์ และแบตตัวเอง ก่อนนอนต้องไม่ลืมตั้งนาฬิกาปลุกพรุ่งนี้เช้า เพราะพรุ่งนี้เรามีนัดกับเพื่อนสวีเดนคนใหม่อีกคน จะเป็นใครและไปไหนต้องรอติดตามในตอนหน้า

ปล. รูปที่เขียนใต้ภาพว่า ‘ภาพประกอบการเล่า’ มาจาก pixabay.com (หารูปใกล้เคียงกับความทรงจำที่สุดแล้ว)

แด่วันที่ยาวนานที่สุด และวันแรกที่อบอุ่นใจที่สวีเดน…
รักวันนี้มากๆ

นี่เขียนไปก็คิดถึงไป ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดีเลย

เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในกลางปี 2015
และนำกลับมาเขียนใหม่อีกครั้งในเว็บนี้ หวังว่าข้อมูลบางอย่างอาจจะมีประโยชน์ต่อคนที่จะไปสวีเดน
และมีประโยชน์ในด้านการบันเทิง ใครจะไปสวีเดนก็ขอให้สนุกสนานและเจอสิ่งดีๆ 

ติดตามตอนแรกได้ที่นี่
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3 

Post Author
mayajett

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *