Subscribe to newsletter

Subscribe to the newsletter and you will know about latest events and activities. Podpisyvayse and you will not regret.

First time Stockholm : 02 ความอุ่นใจในเมืองหนาว (ถึงจะหน้าร้อนก็เหอะ)

    หลังจากที่เกิดอาการเคว้งเล็กน้อยเมื่อออกมาจากโฮสเทลตัวเปล่า (กับเป้หนึ่งใบ) เราก็ต้องลุยเดี่ยวละ คงไม่มีโอกาสได้กลัวอะไรนักในเมื่อเราตัดสินใจมาเที่ยวคนเดียว เพราะงั้นการอยู่คนเดียวต้องไม่ใช่เรื่องยาก เรายืนคิดสักพักว่าจะไปไหน วันนี้อากาศไม่หนาวมากเท่าไหร่นัก ด้วยความที่สวีเดนเป็นประเทศที่มีอากาศหนาว ก่อนเรามาเพื่อนหลายๆ คน รวมไปถึงคนที่เคยมาสวีเดนก็ต่างพากันเตือนว่ามันต้องหนาวแน่นอน เราไม่หวั่นอะไรมากเพราะชอบอากาศเย็นๆ วันนี้อากาศอยู่ที่ประมาณ 18 องศา น่าจะจัดว่าร้อนสำหรับบ้านเค้าแล้ว เสื้อแจ๊คเก็ตตัวเดียวก็อยู่ละ เราตัดสินใจว่าจะไปลงที่สถานี Gamla Stan หรือ Old Town Stockholm ย่านเมืองเก่าของเค้า ด้วยความที่เคยหาข้อมูลมาและชอบที่นี่พอสมควร ยืนๆ ไปสักพักก็มีผู้ชายคนนึงเดินออกมาจากโฮสเทล เค้าทักทายเราตามประสานักท่องเที่ยวด้วยกัน เราทักตอบแล้วถามว่าสถานีรถไฟใต้ดินไปทางไหน (ตอนเดินมาไม่ทันได้จำ สับสนไปหมด) เค้าเลยบอกว่าจะไปเหมือนกัน เดินไปด้วยกันสิ เราตอบตกลงและเดินตามไป ชายคนนี้เป็นชาวสเปน ชื่ออะไรจำไม่ได้ ร่างสูง ผมน้อยๆ ถามนู่นนี่ด้วยคำถามเบสิกๆ ประมาณว่า มาเที่ยวคนเดียวเหรอ อยู่ถึงวันไหน พักที่นี่กี่คืน เค้าก็เที่ยวคนเดียวเหมือนกัน แต่ก็แอบหวั่นๆ ใจว่าไอ้นี่มันจะจีบเราปะเนี่ย หรือจะทำอะไรรึเปล่า สรุปว่าพอต้องแยกกันขึ้นรถไฟคนละคัน ด้วยวิถีตะวันตกเลยต้องยอมให้ชายแปลกหน้าชาวสเปนก้มลงมาจุ๊บแก้มบอกลา… แต่ไอ้จุ๊บแก้มเนี่ย อีกนิดก็จะเฉียดปากกูละนะโว้ย!

แอบช็อคเบาๆ แต่ก็ช่างแม่ง ทุกอย่างใหม่สำหรับเรามาในตอนนี้ เลยทำใจช่างมัน ๕๕๕

    ความจริงเราก็ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลมาอย่างละเอียดนักกับสถานที่ต่างๆ เราทำแค่แพลนว่าในแต่ละวันเราจะไปสถานที่ไหนบ้าง ลองเล่นจากเว็บ tripomatic.com (ปัจจุบันเว็บโดน take over ไปแล้ว ซึ่งมันค่อนข้างเปลี่ยนไปเล็กน้อย เลยขอไม่ฝังลิงค์ให้แล้วกัน) จะเป็นเว็บที่สามารถดูแผนที่ในเมืองนั้นๆ และเค้าจะมาร์คจุดที่น่าสนใจไว้เกือบทั้งหมด (ที่นักท่องเที่ยวควรจะไป) เราแค่เลือกว่าจะไปเมืองอะไร ไปวันไหนถึงวันไหน วันนี้จะไปไหนบ้าง เลือกดูได้ทั้งสถานที่สุดป๊อปปูลาร์ หรือพวกศิลปะวัฒนธรรม ร้านอาหาร หรือโรงละคร ฯลฯ เรานั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี Gamla Stan ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยว ด้วยความที่เป็นย่านเมืองเก่า ตึกรามบ้านช่อง ร้านรวงต่างๆ รวมถึงทางเดิน ทุกอย่างมีมนต์ขลัง ความวินเทจ ความน่ารักมุ้งมิ้งและสีสันที่น่ารักจนใครๆ ก็ต้องหลงรัก เรามาถึงด้วยความงงๆ แล้วก็เดินตามคนมาด้วยความงงๆ ว่า.. อ่อ ที่นี่สินะ กัมล่าสตัน (หรือบางคนอาจเรียกกันว่า โอล์ดทาวน์ แต่เราติดเรียกชื่อนี้ของเค้า) 

    พอเดินตามคนมาเรื่อยๆ จากสถานี ภาพแรกที่เห็นก็คือรถเต่าน่ารักจอดอยู่หน้าร้านอะไรสักอย่าง และวิวทิวทัศน์ที่ทำให้เรานึกถึงสมัยไปเมืองปีนังและมะละกาที่มาเลเซีย มันอาจจะเปรียบเทียบกันไม่ได้นัก แต่มันมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกัน อาจด้วยความเป็นเมืองเก่า หรือความน่ารักมุ้งมิ้งก็เป็นได้ เราเป็นคนนึงที่ไม่ชอบเที่ยวในเมืองแบบ city life จัดๆ ไปห้าง ไปชอปปิ้งแบรนด์หรูๆ ถ่ายรูปหน้าป้ายพราด้าหรือถือกระเป๋าที่เพิ่งช็อปมา อะไรเทือกนั้น เราชอบเที่ยวแบบมีความติดดิน มีความย้อนยุค มีศิลปะในตัวของมัน และได้เห็นอะไรใหม่ๆ แปลกตา กัมล่าสตันถือว่าทำคะแนนได้ดีมาก และกลายมาเป็นที่ไปสำหรับเราเวลาที่ไม่รู้จะไปไหนในสตอกโฮล์ม 

    เดินเล่นที่นี่เพลิดเพลินดี เพราะจะมีร้านขายของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านคาเฟ่ขายของกินเล่น ขายไอติม ขายเครื่องดื่ม กาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายกล้องโพลารอยด์ ร้านขายของฝาก ร้านขายโมเดลเรือ ร้านของเล่นเด็ก… ทุกอย่างสามารถหาได้ที่นี่ รวมไปถึงเซเว่นอีเลฟเว่น (ที่ไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงแบบบ้านเรา) ตามร้านบางร้านจะมีธงสีรุ้งหรือไม่ก็สติ๊กเกอร์สีรุ้ง เดาได้ว่ามาจากงาน Gay Pride เมื่อปีที่แล้วแน่ๆ และสำหรับปีนี้จะจัดในช่วงเดือนสิงหา ซึ่งเรากำลังแพลนอยู่ว่าควรจะมาหรือไม่มาดีเพราะต้องไปต่างจังหวัด ประเทศสวีเดนและแถบสแกนดิเนเวียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เฟรนด์ลี่กับชาวเกย์อย่างมาก เกย์ในที่นี้หมายถึงเพศที่สามทั้งหมด และเรารู้สึกดีใจมากที่บนโลกยังมีประเทศที่เกย์เฟรนด์ลี่มากๆ แบบนี้อยู่ เท่าที่ได้ยินมาคือเค้าค่อนข้างเป็นกลางเรื่องเพศ ไม่ว่าจะความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง หรือแม้แต่เพศที่สาม และจากประสบการณ์ตัวเอง เราขอพูดได้เลยว่าคนสวีเดนค่อนข้างไร้เพศ คือเค้าไม่สนใจว่าคุณจะเพศอะไร ความรักเกิดขึ้นได้เสมอ เราประทับใจตรงนี้มากจริงๆ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น คนสวีเดนยังมีความจริงจังเรื่องเฟมินิสต์และการกินมังสวิรัติ หลายๆ เรื่องนี้มันมาเกี่ยวโยงและเกี่ยวกันได้ยังไง เดี๋ยวในตอนหน้าๆ จะอธิบายให้ฟัง 

    ที่นี่เราสามารถเข้าตามตรอกออกตามซอยได้ตามสบาย ถ้าสังเกตบนแผนที่ของสตอกโฮล์ม กัมล่าสตันจะเป็นเกาะเล็กๆ โดยจะมีซอยต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ ใจกลางจะเป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยวที่ชอบไปนั่งทานอาหารหรือแวะซื้อของฝาก ส่วนฟากไกลๆ เกือบสุดทางที่จะไปแถวท่าเรือจะเป็นย่านโฮสเทลของที่นี่ สตอกโฮล์มเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก (และจะเล็กมากถ้าเทียบกับกรุงเทพฯ ของเรา) หากมีแผนที่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยากในเวลาเพียงเล็กน้อย ที่นี่เรายอมรับว่าสวยมากเหมือนเป็นสถานที่ที่ควรมาถ่ายทำหนังซึ่งคงมีคนมาถ่ายหนังเยอะแล้ว หรือไม่ก็ถ่ายรูปแต่งงาน คนไทยน่าจะมาลองดู เราลองจินตนาการว่าตอนหน้าหนาวหิมะตกแล้วแต่งไฟสวยๆ ที่นี่คงเหมือนเทพนิยายเลยล่ะ 

    ด้วยความที่อยู่คนเดียวและหิว เลยเริ่มหาร้านที่พอจะนั่งได้และราคาไม่แพงนัก แต่เท่าที่เดินดูก็รู้สึกกลัวราคามาก การใช้ชีวิตในสตอกโฮล์มนี่คงต้องมีเงินพอตัวเลยถึงจะอยู่ได้ เพราะอาหารมื้อนึงถ้าเทียบเป็นเงินไทยคือไม่ต่ำกว่า 500 – 600 บาท เราเลยตัดสินใจซื้อมื้อแรกให้ตัวเองด้วยการเดินกลับไปที่สถานีกัมล่าสตันเพื่อเข้ามินิมาร์ท และซื้อแซนด์วิชในราคา 120 บาท กับแฟนต้ารสมะม่วงในราคาประมาณ 70 บาท (ขวดเท่ากับ 18 บาทบ้านเรา และอร่อยมากกก) แล้วออกมาหาที่นั่งแถวๆ นั้นกิน 

ภาพประกอบ ให้เห็นถึงความโอล์ดทาวน์

    ระหว่างนั่งกินแซนด์วิชอย่างหงอยๆ (ต้องขอบอกว่าหงอย คนอ่านอย่าเพิ่งรำคาญนะนี่บ่นอยู่ได้เรื่องเหงา 5555 คือมันเหงาจริง เราเป็นคนชอบอยู่กับคนเพราะชอบคุย จะได้มาส่งเสริมความเกรียนกัน) เราก็นึกขึ้นได้ว่าติดต่อกับเพื่อนชาวสวีเดนคนนึงไว้ เป็นเพื่อนที่เจอกันทางเน็ตนั่นแหละ เราใช้วิธีนี้มานมนานตั้งแต่สมัยเล่น msn แต่สมัยนี้ย่อมมีหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น facebook, twitter, instagram รวมไปถึง tinder แอบที่ขึ้นชื่อในความอะไรก็ว่าไปแล้วแต่จะคิด แต่เพื่อนคนนี้มาจากแหล่งไหนนั้นก็เก็บไว้เป็นปริศนาธรรมกันเอง แต่ขอบอกว่าเป็นเพื่อนนะ ไม่ได้นัดเดทแน่นอนจ้า…

    โลวิซ่า คือชื่อของเพื่อนคนนี้ที่เรายังไม่เคยเจอกันจริงๆ แต่คุยกันมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมาก่อนเราจะมาสวีเดน โลวิซ่าเคยยุ่งจนไม่มีเวลาตอบ เงียบๆ ไปจนเราคิดว่าจะไม่ได้ติดต่อกันอีก แต่อาจเพราะโชคชะตาที่ทำให้เรามาเจอกันจนได้ เราเปิดอ่านข้อความที่โลวิซ่าพิมพ์มาเมื่อเกือบหนึ่งวันที่แล้ว ซึ่งมันคงเป็นเวลาที่เรายังอยู่บนเครื่องบิน เธอให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกับเรามา พร้อมทั้งบอกว่าเธอจะมาเจอเราได้ในวันนี้ วันที่เรามาถึงวันแรก และตอนนี้เราก็อยู่คนเดียว ด้วยความดีใจเลยรีบส่งข้อความหาโลวิซาทันทีว่านี่เราเอง มายา (ชื่อเรียกอีกชื่อในวงการเพื่อนฝรั่ง) ตอนนี้เราอยู่ที่กัมล่าสตันนะ คนเดียว เหงาด้วย วันนี้มาเจอกันได้มั้ย 🙂 พิมพ์เสร็จก็นั่งกินแซนด์วิชเย็นๆ ต่อไป จนโลวิซ่าส่งข้อความตอบกลับมาว่า 

‘เจอสิ แต่บ้านเราอยู่ไกลนิดนึงนะ แถวชานเมือง ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะไปถึง แล้วเจอกันนะ’

    เรายิ้มดีใจ ในที่สุดก็จะมีเพื่อนคุยเป็นคนแรกของทริปนี้แล้ว ดีใจเสร็จก็พยายามกินแซนด์วิชเย็นๆ ต่อไป ซึ่งกินไม่หมด (ใหญ่มาก) บวกกับตัวเองน่าจะมีอาการ Jet lag นิดนึงเลยทำให้กินอะไรไม่ค่อยลงเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เหนื่อยและหิวมาก ตอนอยู่บนเครื่องไม่ได้นอนเต็มอิ่ม แต่ยังไงก็ต้องทำร่างกายให้แข็งแรงไว้ก่อน รู้สึกว่าวันนี้ยาวนานเหลือเกิน

Gamla Stan, Stockholm

    เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เราตัดสินใจจะเข้าโฮสเทลเพื่อไปทำการเช็คอินหลังจากที่ไปแค่ฝากกระเป๋าไว้ เลยบอกกับโลวิซ่าว่าไปเจอที่สถานีนั้นเลยดีกว่า เธอตอบกลับมาว่าได้เลย ไม่มีปัญหา เรานั่งรถไฟไปถึงสถานี Hotorget และยืนรอโลวิซ่าประมาณ 5 นาที ในใจแอบตื่นเต้นว่าตัวจริงนางจะเป็นยังไง ความรู้สึกแอบคล้ายเวลานัดเดทกับใครสักคนที่คุยกันในเน็ตแต่ไม่เคยเจอตัวจริงมาก่อน (ซึ่งก็เจอแปลกๆ ได้เสมอ) แต่นี่เป็นเพื่อน ถึงจะไม่ได้คาดหวังอะไรแต่ก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา โลวิซ่าปรากฏตัวด้วยผมสีแดง ใส่หมวกแก๊ปตามที่เธอบอก เธอตัวไซส์เท่าๆ เรา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราเป็นชะนีน้อยคนไทยที่ตัวเล็กไซส์มาตรฐานหญิงไทยมุ้งมิ้ง แต่เธอก็สูงกว่าเรานิดๆ อ่ะไม่เป็นไร ถือว่าเป็นฝรั่ง 555

เราพาโลวิซ่าเดินไปที่โฮสเทลด้วยกัน ด้วยความที่แอบลืมนิดนึงว่าโฮสเทลไปทางไหน เพราะเราออกคนละทางกับที่พี่หล่อพาไปเมื่อเช้า แต่โลวิซ่าก็ช่วยหาในมือถือจนเราเจอทางไปโฮสเทลในที่สุด 

    พอมาถึงโฮสเทลเราก็จัดการเช็คอิน เอากระเป๋าเข้าห้อง เราจองเป็นห้องแบบ dorm ทั้งหมด 10 คน แต่ตอนเข้าไปดูเหมือนจะมีเตียงที่ว่างอยู่เยอะเหมือนกัน เราเลือกนอนข้างล่าง เพราะเตียงสองชั้นถ้าได้ที่ข้างบนมันดูลำบากนิดหน่อยเพราะต้องปีนขึ้นปีนลง ที่นี่มีผ้าปูที่นอน ผ้าคลุม ผ้าห่มอะไรให้ไว้เรียบร้อย ห้องพักดูสะอาด และเราโชคดีที่ได้เลือกห้องหญิงล้วน (เซฟไว้ก่อน ประสบการณ์นอนโฮสเทลครั้งแรก) มีแต่ชะนีน่าจะไม่ฮาร์ดคอร์และสกปรกเท่าไหร่นัก เราขอเวลาโลวิซ่าชาร์ตมือถือและ power bank นิดหน่อยเพราะจากที่ใช้งานมาตลอดเช้านี้แล้วก็หมดเร็วเหมือนกัน ทั้งถ่ายรูป ทั้งเล่นเน็ต ทั้งหาข้อมูล

    ระหว่างที่รอ เรากับโลวิซ่าก็นั่งคุยกันว่ามีที่เที่ยวที่ไหนน่าไปบ้าง ความจริงก่อนมานี่เราได้สร้างกระทู้นึงไว้ในเว็บ couchsurfing.com มาก่อน ว่าเราเที่ยวคนเดียวครั้งแรกในสตอกโฮล์ม อยากชวนเพื่อนชะนีมาเที่ยวด้วย ปรากฏว่ามีแต่คนเข้ามาตอบเยอะมาก ทั้งให้ข้อมูลที่น่าสนใจ และที่อยากชวนไปเที่ยวกันจริงๆ ในนั้นมีคนพูดถึงปาร์ตี้ที่ชายหาดที่หนึ่งแถวๆ ชานเมืองสตอกโฮล์ม ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันมีหาดด้วย? และมันอยู่ตรงไหน เราเลยให้โลวิซ่าดู แต่นางบอกว่ามันค่อนข้างไกล และส่วนตัวเราไม่รู้ว่ามันจะสนุกมั้ย แอบน่าสนใจเพราะมีคนพูดถึงเยอะ แต่ในที่สุดแล้วเราคิดว่าเราคงไม่ไป

    เมื่อได้เวลา เรากับโลวิซ่าก็ออกมาจากโฮสเทล นั่งรถไฟนิดหน่อยมาลงที่ใจกลางเมือง เธอพาเราเดินไปนู่นนี่ ผ่านห้างบ้าง ผ่านอะไรบ้าง จนเราคุยกันว่าไปหาซื้ออะไรไปนั่งกินกันที่ริมน้ำกันดีมั้ย ซึ่งมันเป็นไอเดียที่ดีมาก และตอนนี้อากาศก็ร้อนมากกกก น่าจะประมาณเกือบๆ 30 องศาได้ โลวิซ่าพาเราเข้าซูเปอร์มาร์เกตที่ทางเข้างงมาก ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่นคือไม่สามารถไปได้เลย ยากไปอี๊ก เราเลือกซื้อสลัดผักที่สลัดบาร์ในซุปเปอร์ ที่นี่เค้านิยมกินกันแบบนี้ ราคาเดียว ตัดอะไรก็ได้เท่าไหร่ก็ได้ในกล่องที่ให้มา ซึ่งทั้งผัก พาสต้า และอะไรต่างๆ ที่มีให้คือน่าสนใจมาก น่ากินทุกอย่าง เราก็ตักๆ มา รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง กินหมดแหละ พอซื้อเสร็จ เราบ่นอยากกินเบียร์ โลวิซ่าเลยบอกว่า รู้มั้ยว่าที่สวีเดนการจะซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่ง่ายเหมือนที่อื่น คือเราต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป (ซึ่งอันนี้น่าจะเหมือนๆ กันหมด) แต่การจะซื้อนั้นไม่ใช่ว่าเข้าเซเว่นหรือมินิมาร์ทแล้วซื้อได้ง่ายๆ เพราะตามเซเว่นหรือร้านขายของทั่วไป จะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีแอลฯ เพียงแค่ 2% (ห้ามเกิน 3.5%) เท่านั้น ส่วนใครอยากได้ดีกรีที่เยอะกว่านั้นต้องไปที่ร้านขายเหล้าโดยเฉพาะ เป็นร้านที่รัฐบาลผูกขาด ไม่มีที่อื่นขายได้ นอกจากจะไปบาร์หรือร้านเหล้า (ที่มีเวลาเปิดปิดแปลกมาก) ร้านเหล้านั้นมีชื่อว่า systembolaget ซึ่งเราแอบคิดว่าการมีกฏแบบนี้มันดีไม่น้อยเลย และที่เค้าต้องควบคุมแบบนี้ก็เพื่อกันพวกเมาแล้วแว้น เมาแล้วทำร้ายคน และกันเรื่องร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้น เค้าเข้มงวดกันแบบจริงจังจริงๆ

    โลวิซ่าพาเรามาซิสเทมโบล็อก (systembolaget เรียกแบบฮิปสเตอร์ชาวสวีเดน) และพามาเลือกว่าอยากกินอะไร เข้าไปแล้วก็ต้องทึ่งเพราะมีทั้งเหล้า ไวน์ และเบียร์ที่หลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจมาก ด้วยความที่โลวิซ่าไม่ใช่สายดื่มฮาร์ดคอร์นัก เธอเลยแนะนำอะไรให้ได้ไม่มากนัก เราเลือกเบียร์อะไรก็ไม่รู้มาสองขวด ส่วนโลวิซ่าเลือกพวกไซเดอร์ แล้วเราก็ไปจ่ายตังค์ และโดนตรวจบัตร โลวิซ่าใจดีมากตั้งแต่ตอนจ่ายตังค์ค่าสลัดแล้ว เธอไม่ให้เราจ่าย จ่ายให้เราตลอด รวมถึงค่าเบียร์อันนี้ด้วย พอซื้อเสร็จ เราก็เดินออกจากร้านและจะมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำที่เธอว่า เราเดินผ่านสวนสาธารณะที่มีชื่อว่า Kungsträdgården และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า.. ไม่มีที่เปิดขวดนี่หว่า โลวิซ่าเลยมองหาคนแถวนั้น จนไปจบที่แก๊งเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาหาเรื่อง แต่ก็ยอมเปิดขวดให้พวกเราโดยง่ายดาย

    เราเดินมานั่งตรงริมน้ำ ถ้าหันหลังไปคือฝั่งตรงข้ามกับสวน Kungsträdgården แต่หันหน้ามาจะเห็น Royal palace ตามรูป ด้วยแดดจัดร้อนจ้า แต่ก็ไม่ได้ร้อนในระดับที่ทนไม่ไหวเหมือนบ้านเรา แดดที่นี่ดูจะเป็นที่รักของทุกคน แต่ด้วยความที่เรามาจากเมืองไทยที่ทุกวันเราพากันกร่นด่าเจ้าแดดอันเดียวกันเนี่ย เลยรู้สึกไม่ค่อยอินกับการมานั่งตากแดดเท่าไหร่  แต่เกรงใจเพื่อนเลยไม่อยากบ่นอะไรมาก เราเลยนั่งคุยกันสัพเพเหระ กินสลัด ดื่มเบียร์ไปเรื่อยๆ นั่งมองวิว มองผู้คน หน้าร้อนเมืองต่างๆ ในยุโรปจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว คนสวีเดนเองก็ออกไปเที่ยวกันเยอะเหมือนกัน โลวิซ่าบอก ส่วนตัวเธอเองก็เพิ่งไปเที่ยวมาเหมือนกัน และกำลังจะไปในอีกไม่นานนี้เช่นกัน โลวิซ่ากำลังเรียนอยู่ที่มหาลัยใกล้ๆ กับสตอกโฮล์ม เรียนเกี่ยวกับวิศวะคอม น่าจะอยู่ประมาณปี 3 ได้ละ แต่วิศวะน่าจะเรียนนานกว่าสาขาทั่วๆ ไป ตอนนี้เธออยู่ในช่วงปิดเทอมเลยกลับมาที่สตอกโฮล์ม เพราะบ้านพ่อแม่เธออยู่ที่นี่  

เป็ดสวีเดน ที่ขึ้นมาขออาหา

    พอเราอิ่มกันแล้ว โลวิซ่าเลยชวนให้ไปเดินเล่นกันต่อในกัมล่าสตันอีกครั้ง เพราะอยู่แค่ฝั่งตรงข้าม เราไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไปไหนก็ได้ตราบใดที่มีเพื่อน และการที่เรามีเพื่อนคนท้องถิ่นมาพาเที่ยวเนี่ยเป็นโอกาสที่หาได้ไม่ง่าย (และก็ไม่ยากซะทีเดียว) เพราะเค้าจะรู้ทุกอย่างที่เราไม่รู้ และพาเราไปได้ทุกที่ที่อยากไป และที่สำคัญที่สุด คือช่วยเจรจาในภาษาบ้านเกิดเค้ากับพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เรากลับเข้ามาที่กัมล่าสตัน โลวิซ่าเริ่มพูดถึงเรื่องหนัง game of thrones ที่เราชอบ เรามีความชอบเหมือนกันหลายๆ อย่าง มีความ geek และเนิร์ดเบาๆ ในตัวและเมื่อพูดถึงเกมออฟโทรนส์ เราก็นึกถึงยุคเมดิวัลทันทีเมื่อเรามาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าบาร์แปลกๆ แห่งหนึ่ง 

ทางลงเข้าบาร์

    บาร์นี้อยู่ใจกลางย่านเมืองเก่า กัมล่าสตัน มีชื่อว่า Aifur Krog & Bar ตรงทางเข้าก่อนจะเจอทางลงในรูปจะเป็นประตูไม้ใหญ่ๆ ที่สลักด้วยภาษาไวกิ้งเก่าๆ แปลกๆ ไว้ (แต่ต้องขออภัยมายังผู้อ่าน ณ ที่นี้ด้วยว่าเราไม่ได้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศมาอย่างละเอียดเท่าที่ควร ด้วยความที่เกรงใจเพื่อน เวลาอยู่กับเพื่อนใหม่ๆ เราจะไม่ค่อยกล้ายกมือถือขึ้นมาบ่อยนัก แต่พอกลับมาเราก็เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บรายละเอียดในแต่ละที่ๆ ไปมามากนัก ถ่ายแต่ที่คิดว่าเด็ดจริงๆ และบางที่ก็ไม่ได้ถ่ายเลย) โลวิซ่าพาเราเดินลงมาตามรูปด้านบน ก็จะเจอกับทางเข้าบาร์อีกที ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ท้องฟ้ายังแจ่มใส แต่พอเข้ามาในร้านปุ๊บ บรรยากาศและความขลังของชาวไวกิ้งนี่ทำให้เปลี่ยนฟีลไปเลย

บรรยากาศในร้าน

    ภายในร้านนอกจากจะตกแต่งด้วยความรู้สึกและสิ่งของจากยุคเมดิวัล สไตล์ไวกิ้งแล้ว พนักงานในร้านยังเป็นชายหนุ่มหน้าหล่อมีเคราร่างกายกำยำและใส่ชุดชาวไว้กิ้งให้เข้ากับธีมร้านซะด้วย ไม่ได้ถ่ายรูปมาอีกเช่นเคย เสียดายมากๆ ในร้านเป็นบรรยากาศมืดๆ ทำให้ลืมไปแล้วว่าข้างนอกกี่โมง บวกกับแสงเทียน ความขลังๆ ภายใต้แสงสลัวๆ สีเหลืองๆ ยิ่งทำให้คนในร้านอินไปกับความไวกิ้งของที่นี่ เรากับโลวิซ่านั่งลงที่ส่วนของบาร์ด้านบน (จากในรูปเป็นส่วนของร้านอาหารที่อยู่ด้านล่าง) พอนั่งแล้วโลวิซ่าก็ถามว่าเราอยากดื่มอะไร แต่พอหันหน้าไปอ่านเมนู ปรากฏว่านางเขียนเป็นภาษาอะไรสักอย่าง ที่บอกไม่ได้ระหว่างภาษาสวีดิช หรือภาษาโบราณ เราเลยบอกกับโลวิซ่าว่าเอาเบียร์ก็แล้วกัน สักพักโลวิซ่าก็กลับมาพร้อมกับ Ale -เอล หรือเบียร์ที่เป็นสูตรหมักและบ่มเองของร้าน พอถามว่าเท่าไหร่ นางก็ไม่ยอมบอก บอกว่าจะเลี้ยง โอ๊ย นี่ก็แอบเกรงใจให้นางเลี้ยงตลอดเลย แต่คิดว่าอาจจะเป็นความตั้งใจของเค้าเองก็ได้เวลาอยากพาเพื่อนหรือแขกมาเที่ยวบ้านเกิด เราลองกินเอลแล้วติดใจมาก เพราะมีรสชาติหวาน เหมือนพวกเบียร์ผลไม้ คืออร่อยจริงๆ นี่เขียนอยู่ยังอยากกินเลย แต่คงต้องกลับไปสวีเดนใหม่ ระหว่างกินไปคุยกับโลวิซ่าไปก็มองไปรอบๆ ร้าน คนเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ และดูจะมากันเยอะขึ้นๆ ตามช่วงเวลาที่เริ่มเย็นลงทุกที บางโต๊ะก็เป็นทัวร์ไกด์พามา ตัวไกด์ก็พูดแนะนำอธิบายอะไรยาวเหยียด บางโต๊ะก็มารับประทานอาหาร มีจัดวันเกิดแบบแจ้งทางร้านไว้ พนักงานมีการประกาศชื่อเจ้าของวันเกิดด้วยใบปลิวแบบม้วนๆ มาคล้ายๆ สมัยก่อน แล้วตะโกนเสียงดังๆ ทุกคนหันไปมองจนถึงตอนที่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์กัน สนุกสนานกันไป 

บรรยากาศภายใต้แสงเทียนของเรา

โลวิซ่าไปสั่งเครื่องดื่ม

    นั่งไปสักพักเราก็คิดขึ้นมาในใจเล่นๆ ว่า ทำไมประเทศไทยถึงไม่มีอะไรแบบนี้บ้างนะ คือเราชอบบรรยากาศของร้านนี้มาก รู้สึกว่ามันแปลกใหม่สำหรับเรามาก แต่อยู่ๆ จะให้ในไทยเราทำบาร์ทำร้านแบบไวกิ้งมันก็คงแปลก แต่พี่ไทยอย่างเราก็ทำเลียนแบบอะไรต่างประเทศมาไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าจะให้ทำแบบนี้คงไม่ยาก แต่อารมณ์คงไม่เหมือนซะทีเดียว ของแท้ก็คือของแท้แหละเนอะ วันนี้ถือว่าโชคดีมากที่ได้มาที่นี่ เราบอกกับโลวิซ่าด้วยความดีใจจริงๆ ว่า ‘ขอบคุณมากนะที่พาเรามาที่นี่ รู้สึกเหมือนฝันไปเลย’ ไม่รู้ว่ามันฟังดูเว่อร์ไปรึเปล่า แต่โลวิซ่าก็ยิ้มแบบดีใจ แล้วสักพักก็เอ่ยปากชวนเราว่า ‘เย็นนี้ถ้าไม่ไปไหน มากินข้าวเย็นที่บ้านเรามั้ย?’ ห๊ะ? เรารู้สึกทั้งดีใจและประหลาดใจ ที่อยู่ๆ ก็มีชาวสวีเดนมาเอ่ยปากชวนไปกินข้าวเย็น (ขอเรียกว่าข้าวละกัน มันชิน ถึงเค้าจะไม่ได้กินข้าวก็เหอะ) ที่บ้าน ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยเจอเราเนี่ยนะ? เราคิดในใจแบบ เอาวะ ไหนๆ ก็พาตัวเองลุยมาถึงนี่ละ ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปฏิเสธโอกาสดีๆ เราบอกเธอไปว่า ‘โอเค ไปสิ’ แล้วเธอก็ยิ้มพร้อมกับพิมพ์ข้อความตอบกลับแม่เธอในมือถือ วินาทีนั้นเรารู้สึกว่าคงต้องมีเรื่องน่าตื่นเต้นและเรื่องให้น่าแปลกใจ ดีใจ ซึ้งใจอีกมากมายแน่ๆ สำหรับทริปนี้.. เขียนเหมือนกำลังจะจบบท ยัง! ยังไม่จบ ใจเย็นๆ เน้อ

เพิ่งมานั่งอ่านดีๆ เมื่อกี๊ จริงๆ คือภาษาสวีดิชนี่เอง.. ทำงงมาตั้งนาน

    พอออกมาจากบาร์ไวกิ้ง ก็ต้องแอบตกใจเล็กน้อย เพราะฝนตก!? และฟ้ายังสว่างจ้า!? เราโดนความมืดและบรรยากาศในร้านไวกิ้งหลอกว่ามืดแล้ว แต่ที่ไหนได้ หน้าร้อนที่สวีเดนกว่าจะมืดก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนนู่น! และตอนนี้ก็เพิ่งจะแค่หกโมงเย็นเท่านั้น โลวิซ่าพาเราไปดูร้านหนังสือที่ชื่อว่า Science Fiction Bokhandeln เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดและน่ารักที่สุดในย่านนี้ เพราะหน้าร้านมีทั้ง totoro และพวกฮีโร่ต่างๆ มากมาย เรียกได้ง่ายๆ ก็คือร้านโปรดในดวงใจของเด็กเนิร์ดทุกคนแน่นอน ในร้านมีทั้งพวกตุ๊กตา ของเล่น ของสะสมจากอนิเมะ การ์ตูน หนัง และซีรีส์เรื่องต่างๆ ที่เป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนทางแถบ Studio Ghibli, Marvel, Harry Potter, Game of Thrones, The Lord of the Rings, The Adventure Time, และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนั้นยังมีหนังสือภาพ หนังสือนิยาย หนังสือต่างๆ และดีวีดีแผ่นหนังต่างๆ ให้เลือกเยอะมากกกก คนในร้านก็เป็นพวกวัยรุ่นฮิปสเตอร์ สาวสวยๆ ผมสีรุ้ง เด็กตัวน้อยๆ รวมไปถึงป้าแก่ๆ มีทุกวัยและคนทุกแนวจริงๆ เราทึ่งกับร้านนี้ประมาณเกือบสิบนาทีก็ต้องออกก่อนเพราะร้านกำลังจะปิด มาช้าไปหน่อย แต่ไว้วันหลังค่อยมาแวะต่อ โลวิซ่าบอกว่าได้เวลาแล้ว กลับบ้านกันเถอะ เราตอบตกลงและเดินไปขึ้นรถเมล์ที่แถวๆ Slussen ที่เดินจากตรงนี้ไปได้ไม่ไกลนัก (แต่ก็ไกลนิดนึง) อาจจะเพราะอากาศเย็นและไม่ร้อน ไม่ค่อยมีแดดจ้าแบบบ้านเราเลยทำให้พวกฝรั่งไปไหนมาไหนจะอาศัยการเดินและขึ้นรถไฟตลอด ที่นี่จะไม่นิยมขับรถเท่าไหร่นัก รถตามท้องถนนก็คงเป็นคนรวยๆ ไปเลย หรือไม่ก็จำเป็นต้องขับรถ แต่เท่าที่สังเกตคือการเดินทางในประเทศและในเมืองนั้นสะดวกมากเกินกว่าจะมีรถขับกัน เพราะขับรถทั้งสิ้นเปลืองและหาที่จอดยากด้วย เห็นแบบนี้ก็นึกอิจฉาไม่น้อยที่ประเทศเค้าดูสะดวกสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดีและน่าอยู่มากๆ 

แล้วเรื่องราวเป็นยังไงต่อไปล่ะเนี่ย…

เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในกลางปี 2015
และนำกลับมาเขียนใหม่อีกครั้งในเว็บนี้ หวังว่าข้อมูลบางอย่างอาจจะมีประโยชน์ต่อคนที่จะไปสวีเดน
และมีประโยชน์ในด้านการบันเทิง ใครจะไปสวีเดนก็ขอให้สนุกสนานและเจอสิ่งดีๆ 

ติดตามตอนแรกได้ที่นี่
ตอนที่ 2.5
ตอนที่ 3 

Post Author
mayajett

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *